Honda classic 70

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

ประวัติรถVolkswagen






จุดเริ่มต้นของโฟล์คเต่ามีขึ้นเมื่อ 22 มิถุนายน 1934 เมื่อคณะกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติเยอรมนี หรือ RDA-REICHSVERBAND DER DEUTSCHEN AUTOMOBILINDUSTRIE ได้มอบหมายให้ดร.เฟอร์ดินัน พอร์ชออกแบบรถยนต์ของประชาชน (PEOPLE’S CAR) ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า VOLKSWAGEN นั่นเอง

โฟล์คเต่ารุ่นต้นแบบคันแรกเสร็จสิ้นการพัฒนาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 1936 มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบทอร์ชันบาร์ ระบบเบรกเป็นแบบกลไกก้านบังคับ ไม่ใช่ระบบไฮดรอลิกเหมือนรถยนต์ปัจจุบัน และที่เครื่องยนต์มีการติดตั้งยางแท่นเครื่อง ซี่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดยางแท่นเครื่อง ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ มีให้เลือกทั้งแบบ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ ที่มีกำลังสูงสุด 22.5 แรงม้า (HP)

ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 1936 รุ่นต้นแบบหรือ V3 (ซึ่งมีการผลิตออกมา 3 คัน) ถูกนำมาทดสอบด้วยการแล่นเป็นระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร ก่อนมีการทดสอบต่อเนื่องภายใต้รหัสโครงการ VVW30 และหลังจากนั้นไม่นานคณะกรรมการก็เห็นชอบในเรื่องเครื่องยนต์ หลังจากถกเถียงกันอยู่นานก็มาลงตัวที่บล็อก 4 สูบนอน หรือบ็อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพัฒนาจะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่กว่าที่โฟล์คเต่า จะได้รับการผลิตเพื่อจำหน่ายสู่ตลาดต้องรอกันจนถึงเดือนธันวาคม 1945 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยในเดือนนั้นมีการผลิตออกมาเพียง 55 คันเท่านั้น

ในปี 1947 จึงมีการผลิตเวอร์ชั่นส่งออกในเดือนสิงหาคม โดยบริษัท PON BROTHERS กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายของโฟล์คสวาเกนในเนเธอร์แลนด์และนำเข้าโฟล์คเต่าจำนวน 56 คัน เข้าไปทำตลาด จากนั้นอีก 1 ปี จึงเริ่มขยายตัวออกสู่ตลาดประเทศอื่น เช่น เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ม สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 8 มกราคม 1949

รุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 1949 โดยคาร์มานน์เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา

ความจริงแล้วโครงการผลิตรุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีมาตั้งแต่ปี 1948 ในยุคที่มีไฮน์ริช นอร์ดฮอฟฟ์เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงงานโฟล์คสวาเกน ซึ่งเขาเป็นผู้ปรับปรุงระบบการผลิต และเป็นคนที่เอ่ยประโยคอมตะ “THE BEETLE HAS AS MANY FAULT AS A DOG HAS FLEAS” ที่แสดงให้เห็นถึงรอยรั่วของระบบการผลิต ซึ่งมีมากเหมือนกับหมัด-เห็บบนตัวสุนัข


นอร์ดฮอฟฟ์ใช้เวลานานในการคิดหาทางออกเพื่อกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายของโฟล์คเต่ามีมากขึ้นและในปี 1948 เขาได้ว่าจ้าง JOSEPH HEBMULLER COMPANY ผลิตรุ่นต้นแบบของโฟล์คเต่าเปิดประทุนออกมา 3 คัน โดยมีข้อบังคับว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วนของรุ่นแฮทช์แบ็ก (หรือในเอกสารของโฟล์คสวาเกนเรียกว่า SEDAN) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

JOSEPH HEBMELLER ได้รับโอกาสในการผลิตโฟล์คเต่าเปิดประทุนในเวอร์ชั่นหรูพร้อมกับตกแต่งรายละเอียดภายในอย่างสุดบรรเจิด ซึ่งสวนกับหลักการพื้นฐานของตัวรถ ขณะที่คาร์มานได้รับงานผลิตแบบยกล็อตสำหรับคนทั่วไป ผลที่ได้คือตลอด 4 ปี ที่ทำตลาด เวอร์ชั่นเปิดประทุนของ JOSEPH HEBMULLER ผลิตขายได้เพียง 696 คัน เท่านั้น

โฟล์คเต่ากลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ รถขายดีเหมือนแจกฟรี ในปี 1950 ทำยอดผลิตครบ 100,000 คัน และเพิ่มเป็น 250,000 คัน ในปี 1951 ซึ่งเป็นตัวเลขของยอดการผลิตพุ่งพรวดสวนทางกับวัตถุดิบที่มีอยู่ในตลาด จนทำให้ต้องหยุดการผลิต และลดชั่วโมงทำงานลงชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นในปี 1952 ยอดผลิตต่อปีของโฟล์คเต่าก็เกิน 100,000 คันเป็นครั้งแรก และในปี 1953 ก็ฉลองครบ 5 แสน คัน โดยที่ในช่วงเวลานั้น โฟล์คเต่าครองส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์นั่งของเยอรมันตะวันตกใน(ตอนนั้น) ถึง 42.5%

ในปี 1955 ตัวเลขการผลิตครบ 1ล้านคัน และในปี 1967 ฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน โดยมีโรงงานผลิตทั้งหมด 5 แห่งในเยอรมนี คือ เมืองฮันโนเวอร์ คาสเซล บรันสวิค เอมเดน และล่าสุดคือโวล์ฟบวร์ก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1972 เป็นวันที่ปวงชนชาวโฟล์คสวาเกนไม่มีวันลืม เพราะยอดการผลิตของโฟล์คเต่าอยู่ที่ 15,007,034 คัน ซึ่งเท่ากับว่าสามารถแซงหน้า สถิติเดิมของ ฟอร์ด โมเดล ทีได้สำเร็จ ทำให้โฟล์คเต่ากลายเป็นรถยนต์ที่มียอดผลิตสูงสุดในโลก (ก่อนที่จะโดนรุ่นกอล์ฟแซงในปี 2002)


จุดสิ้นสุดแห่งยุคโฟล์คเต่าสำหรับตลาดยุโรปเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 เมื่อโฟล์คสวาเกนเปิดตัวรถยนต์รุ่นกอล์ฟออกมา ซึ่งทำให้ลูกค้าในยุโรปเริ่มหันไปสนใจกับผู้มาใหม่รุ่นนี้กันมากขึ้น จนทำให้โฟล์คสวาเกนตัดสินใจยุติการผลิตของโรงงานโวล์ฟบวร์ก ในปี 1974 และเอมเดนในปี 1978 โดยโฟล์คเต่าคันสุดท้ายที่ผลิตในเอมเดนเมื่อวันที่ 19 มกราคม ถูกส่งเข้าไปเก็บในพิพิธภัณฑ์เมืองโวล์ฟบวร์ก

ส่วนรุ่นเปิดประทุนคันสุดท้ายออกจากสายการผลิตของโรงงานคาร์มานน์ในออสนาบรักเมื่อวันที่ 10 มกราคม 1979 รวมแล้วรุ่นเปิดประทุนถูกผลิตออกสู่ตลาด 330,281 คัน






แม้ว่าในยุโรปจะเลิก แต่โรงงานในเม็กซิโกที่เริ่มเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี 1965 ก็ยังทำหน้าที่ผลิตต่อไปและวันที่ 15 พฤษภาคม 1981 ฉลองการผลิตครบ 20 ล้านคันที่โรงงานแห่งนี้

อย่างไรก็ตามในวันที่ 31 กรกฎาคม 2003 ถือเป็นอีกวันที่บีทเทิลมาเนียต้องจดจำเพราะว่าจะเป็นวันสุดท้ายของการผลิตโฟล์คเต่าที่โรงงานในเมือง PUEBLA เม็กซิโก ซึ่งเป็นโรงงานแห่งเดียวที่ยังผลิตอยู่








แต่ก่อนที่จะจากกันโฟล์คสวาเกนก็ผลิตเวอร์ชันพิเศษออกมาเรียกเงินในกระเป๋าลูกค้าด้วยเวอร์ชันULTIMA EDICION กับสีตัวถัง 2 แบบ คือ เบจและฟ้า ด้วยจำนวนการผลิตจำกัดเพียง 3,000 คัน เท่านั้น












วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวทริปกิจกรรม

เมื่อคราวที่แล้วเราได้มาเล่าเรื่องทริป ของชาวโบราณไปแล้ว คราวนี้เราจะเอา ข่าวทริปมาฝาก

เป็นทริปที่ดีมาก เลยนะคะ...ผู้สนใจ ไปติดต่อได้..



10 อันดับมอเตอร์ไซต์ในดวงใจ

รถจักรยานยนต์ทั้ง 10 คันจาก 9 บริษัทผู้ผลิตที่ได้รับการโหวตว่าพวกมันคือสุดยอดตลอดกาลของโลกแห่งรถสองล้อติดเครื่องยนต์.



อันดับที่10
HarleyDavidson ทำให้วงการรถมอเตอร์ไซค์ต้องตะลึง เมื่อทำการเปิดตัว EL 61หรือที่รู้จักกันในนาม Knucklehead เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของระบบวาล์วแบบใหม่ล่าสุดในยุคนั้นนักเลงมอเตอร์ไซค์ต่างพากันประทับใจ ในขณะที่เครื่องยนต์ Side-Valveคือเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานแบบ Big V-Twinsซึ่งต่อมากลายเป็นสไตล์ของรถจักรยานยนต์จาก Harleys Davidsonรถมอเตอร์ไซค์ Knucklehead มีการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมพลังของเครื่องยนต์เหนือกว่า และความสวยงามของรูปทรงทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมจนขึ้นสู่ทำเนียบจักรยานยนต์คลาสสิกของโลกเครื่องยนต์โอเวอร์เฮตวาว์ลให้พลัง 40 แรงม้าที่ 4,800 รอบต่อนาทีความเร็วสูงสุดประมาณ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Moto Guzzi V8 1955
                                   


อันดับที่9
รถจักรยานยนต์แบบแข่งขันในยุค 1950 ของยุโรปจากบริษัท Moto Guzziแห่งประเทศอิตาลี ได้จับเอาจินตนาการในการออกแบบจากสนามแข่งเพื่อให้มันสามารถทำความเร็วทั้งทางตรงและทางโค้งในสนามแข่งขันของรายการมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก ในยุค 50 Moto Guzzi V8เป็นรถแข่งทางเรียบที่มีเครื่องยนต์ขนาด 500 ซี.ซี.ซึ่งสร้างพละกำลังได้อย่างเหลือเชื่อโดยเกิดจากมันสมองอันอัจฉริยะของวิศวกรชาวอิตาเลียนชื่อ Guiliano Carcanoในช่วงปี ค.ศ. 1955-1957 รถมอเตอร์ไซค์MotoGuzzi V8 ถูกพัฒนาจนสามารถทำลายสถิติจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์ในรุ่นGP ในปี ค.ศ. 1957และคว้าตำแหน่งชนะเลิศโดยมีความเหนือกว่าทั้งเทคโนโลยีของเครื่องยนต์และแรงม้าที่มีมากกว่ารถจักรยานยนต์จากผู้ผลิตรายอื่น เช่นเยอรมัน, อังกฤษและรถเพื่อนร่วมชาติร่วมสายพันธุ์อย่างอิตาลี การแข่งขันในครั้งนั้นเครื่องยนต์ V8 500 ซี.ซี. ขนาดเล็กของมันก็สามารถบรรลุความเร็วอันน่าขนหัวลุกที่ 187 ไมล์ต่อชั่วโมงในรอบเครื่องยนต์ที่สูงถึง 12,500 รอบต่อนาทีบนน้ำหนักของตัวรถทั้งคันที่หนักแค่ 135 กิโลกรัมเท่านั้นการออกแบบระบบจ่ายเชื้อเพลิงพิเศษสำหรับเครื่องยนต์โดยใช้คาร์บูเรเตอร์ของ Dell'Orto ในจำนวนถึง 4 ตัวทำให้การป้อนเชื้อเพลิงและอากาศปริมาณมากๆ เข้าสู่เครื่องยนต์แล้วกลั่นออกมาเป็นแรงม้า และแรงบิดอันท่วมท้นมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือชัยชนะในสนามแข่งขัน

Vespa 1946-2010
                            

อันดับที่8
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และประเทศอิตาลีอยู่ในสถานะแพ้สงครามบริษัท Piaggio ที่แต่เดิมมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนของเรือและชิ้นส่วนของเครื่องบินรบในกองทัพ ต้องหันมาผลิตเครื่องยนต์แบบง่ายๆเพื่อความอยู่รอด จึงหันมาผลิตเครื่องยนต์ขนาดเล็กของรถจักรยานยนต์และเกิดความคิดที่สร้างยานพาหนะคันเล็กๆ เอาไว้เดินทางขนส่งในอิตาลีซึ่งมีถนนหนทางในเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยเล็กๆด้วยการใช้เศษซากอลูมิเนียมจากชิ้นส่วนของเครื่องบินมาขึ้นรูปจนออกมาเป็นสกู๊ตเตอร์ หรือรถจักรยานยนต์คันเล็กๆ ที่มีล้อต่ำ(ล้อของรถVespaในยุคแรกเริ่มยังคงใช้ล้อหลังของเครื่องบินที่ถูกนำมาดัดแปลง แล้วติดตั้งเข้าไป)ช่วยในการขับขี่ ไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน และมีราคาขายไม่แพงจนเกินไปเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 รถเวสป้ารุ่น MP6ก็ถูกผลิตออกมาด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่เน้นความสะดวกสบายมีล้ออะไหล่พร้อมยางที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังการออกแบบเพื่อให้ขับขี่ได้ง่ายเสียงของเครื่องยนต์ดังคล้ายกับฝูงตัวต่อที่กำลังบิน มันจึงถูกตั้งชื่อว่าVespa ซึ่งแปลว่า "ตัวต่อ" ในภาษาอิตาเลี่ยนนั่นเอง รุ่นแรกของมอเตอร์ไซค์Vespa เป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็ก ที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบชั้นเดียวหลังจากผลิตรถรุ่นดังกล่าวได้ประมาณ 100 คันจึงลงมือผลิตรุ่นที่ใช้ชื่อว่า Vespa (Wasp) ตามออกมารถรุ่นนี้มีความก้าวหน้ามาก ทั้งในด้านรูปทรงและด้านวิศวกรรมซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของ Vespa ที่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดจนถึงกลางทศวรรษ 1990 สกู๊ตเตอร์รุ่นแรกมีขนาดเครื่องยนต์เพียง 98 ซี.ซี.ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีขนาด 125 ซี.ซี. 150 ซี.ซี. และ 200 ซี.ซี.ตามลำดับ

Brough Superior SS 8 1925
                             

อันดับที่7
นี่คือรถจักรยานยนต์คุณภาพสูงจากความคิดในการสร้างสรรค์ของชายชาวอังกฤษชื่อGeorge Brough ซึ่งทำหน้าที่วิศวกรของโรงงานผลิตเครื่องจักร์กล เช่นรถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ในเมือง Nottingham ประเทศอังกฤษ ในช่วงปีค.ศ.1919-1940 รถจักรยานยนต์ Brough Superior SS 8 ถูกเปรียบเทียบว่ามันคือRolls-Royceในโลกของมอเตอร์ไซค์สองล้อโดยนิตยสารรถจักรยานยนต์ชั้นนำในยุโรปรถจักรยานยนต์ Brough Superior SS 8 ถูกผลิตเพียง 3,048 คัน ใน 19 แบบจากช่วงเวลาของอายุไขในการผลิต 21 ปี George Brough เป็นทั้งนักแข่งวิศวกร และนักออกแบบ ทำให้การสร้างรถจักรยานยนต์ Brough Superiorมีประสิทธิภาพและคุณภาพที่เหนือกว่ารถจักรยานยนต์อื่นๆ ในยุค 1920-1940การประกอบรถจักรยานยนต์ Brough Superior SS 8แต่ละคันมีความละเอียดปราณีตสูงมากจนสามารถเทียบได้กับการประกอบรถยนต์ของบริษัท Rolls-Royce เลยทีเดียวชิ้นส่วนทุกชิ้น สำหรับองค์ประกอบทั้งหมดของตัวรถจะถูกสร้างขึ้นตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามที่ต้องการแล้วลงมือประกอบทีละส่วนจนเสร็จ มอเตอร์ไซค์ Brough Superior SS 8 ทุกคันจะถูกทดสอบอีกหลายครั้ง หลังจากขั้นตอนในการผลิตและทดสอบเสร็จสิ้นลงมันจะถูกประทับตราโดยใช้ชื่อของ George Brough เพื่อการรับประกันตัวรถสามารถทำความเร็วได้กว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ160กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ความเร็วประมาณ 90 ไมล์ต่อชั่วโมงผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือจากคันบังคับได้อย่างสบายซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสถียรของตัวรถและทำให้มันกลายเป็นรถจักรยานยนต์ที่แพงที่สุดในยุค 1920-1930ในปัจจุบันนี้ รถมอเตอร์ไซค์ Brough Superior SS 8 มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า40,000 เหรียญ และขึ้นสู่ทำเนียบจักรยานยนต์คลาสสิกตลอดกาลทั้งจากสมถรรนะและความหายากของมัน


Britten V1000 1995

                               

อันดับที่ 6
Brittenคือรถจักรยานยนต์ที่เกิดจากความฝันและแรงบันดาลใจของ John Brittenชายชาวอเมริกันผู้ซึ่งรักความเร็วและการแข่งขันจักรยานยนต์เป็นชีวิตจิตใจJohn Britten มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเพื่อสร้างเอกลักษณ์และสมถรรนะอันสุดยอดของรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในการแข่งขันและทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆซึ่งต่อมากลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกแห่งกีฬามอเตอร์สปอร์ตสองล้อ รถV1000 เป็นชัยชนะของความเฉลียวฉลาด และความเพียรในการคิดค้นออกแบบและสร้างสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อใช้ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกBritten V1000 คือแบบอย่างทางวิศวกรรมขั้นสูงแต่ใช้ทุนวิจัยไม่มากเท่ากับรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันของทีมแข่งจากค่ายผู้ผลิตอื่นๆ ทั้งญี่ปุ่นและอิตาลีซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณในการพัฒนามากกว่าหลายเท่ากระบวนการผลิตรถ Britten V1000 เกิดขึ้นในบริเวณสวนหลังบ้านของ JohnBirtten เอง ซึ่งดัดแปลงเป็นโรงงานขนาดเล็กเฟรมตัวถังใช้วัสดุประเภทคาร์บอนคอมโพสิตน้ำหนักเบาแขนอามส์หลังแบบเดี่ยวขนาดใหญ่ทำจากเคฟล่าเครื่องยนต์สี่จังหวะปริมาตรความจุ 985 ซี.ซี. วางทำมุม 60 องศาแบบ V-Twin155 แรงม้า บนน้ำหนักตัวที่เบาหวิวเพียง 145 กิโลกรัมหลังจากประสบความสำเร็จในสนามแข่งทั่วสหรัฐอเมริกา John Brittenวิศวกรเจ้าของแนวคิด เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในปี 1995 ด้วยวัยเพียง 45ปี คงเหลือทิ้งไว้แต่เพียงตัวรถต้นแบบ ที่ต่อมาทีมรถแข่งชั้นนำทั่วโลกนำเอาแบบอย่างของมันมาใช้จนถึงทุกวันนี้

Triumph Bonneville 1959
                           

อันดับที่5
นี่คือมอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกในยุค 1960 ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกจากประสิทธิภาพ รูปแบบ และพลัง การออกแบบที่คำนึงถึงการขับขี่และความเชื่อมโยงระหว่างนักบิดและตัวรถ ที่สอดประสานกันเป็นอย่างดีเมื่อติดเครื่องยนต์ขนาด 650 ซี.ซี. รถ Triumph Bonnevilleจะสั่นสะท้านเป็นเจ้าเข้าทรงทั้งคันซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบตัวรถจากโรงงานแต่เกิดจากพลังของเครื่องยนต์และการคำนวนรูปแบบของเฟรมที่ยึดเครื่องยนต์และตัวถังเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้มันมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เครื่องยนต์สี่จังหวะ 3 สูบ 46แรงม้า ที่เร่งความเร็วได้ถึง 115 ไมล์ต่อชั่วโมง ความแข็งแกร่งทนทานบวกกับพละกำลังและรูปทรงที่งดงามของจักรยานยนต์ในสไตล์อังกฤษ ทำให้รถBonneville ทุกรุ่นทุกคัน ยังคงได้รับความนิยมชมชอบจนถึงทุกวันนี้

Y2K Jet Engine 2008
                           

อันดับที่ 4
รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ Turbo Jet คันนี้เป็นของเล่นราคาสุดแพงของเศรษฐีบ้าพลังมีต้นกำเนิดของกำลังเป็นเครื่องยนต์ Rolls-Royce Allison Gas TurbineTurboshaft 500P ที่ติดตั้งอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ของทหารทำให้มันเป็นรถจักรยานยนต์ล้อสองคันแรกของโลกที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนแบบกังหันไอพ่น Y2K Jet Engineสร้างโดยวิศวกรเครื่องกลชื่อ Ted McIntyre แห่งบริษัท Marine TurbineTechnologies Inc รถจักรยานยนต์สุดระห่ำคันนี้มีความเร็วสูงสุดซึ่งถูกบันทึกในสถิติโลกที่ 227 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 365กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีป้ายบอกราคาเป็นตัวเลขที่แพงระยับถึง 150,000 US$ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่ามันคือ"รถจักรยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพและแพงที่สุดคันหนึ่งของโลก"โดยการใช้เครื่องยนต์และเฟรมแตกต่างจากรถจักรยานยนต์คันอื่นๆอย่างสิ้นเชิง การขับขี่และควบคุมตัวรถเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากกำลังที่เกิดจากเครื่องยนต์สามารถผลักดันตัวรถจนขึ้นถึงจุดสูงสุดของความเร็วจนแทบจะควบคุมไม่ได้ท่อท้ายปลดปล่อยก๊าซร้อนที่เกิดจากการสันดาปมีอุณหภูมิสูงถึง 900องศาเซลเซียสและอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปสู่ความเร็วสูงสุดเพียงชั่วพริบตาคงมีแต่พวกสติไม่ค่อยดีและพวกบ้าความเร็วเท่านั้นที่จะยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาล เพื่อแลกกับความบ้าที่ไม่เหมือนใครอย่างรถมอเตอร์ไซค์ Y2K เจ้าวัตถุอันตรายติดเครื่องยนต์เจ็ทที่วิ่งได้ดีเยี่ยม และทำความเร็วทางตรงได้อย่างไม่มีที่ติแต่ไม่สามารถเลี้ยวมันที่ความเร็วสูงๆเนื่องจากอาจเกิดการพลิกคว่ำอย่างรุนแรงได้

Honda CB750 1969
                              

อันดับที่ 3
Hondaบริษัทของญี่ปุ่น นำรถจักรยานยนต์รุ่น CBไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปในปี 1969หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กที่ทำยอดขายถล่มทลายไปทั่วโลก วิศวกรของ Hondaได้ทำการพัฒนารูปแบบและสมรรถนะของเครื่องยนต์ขนาด 4 กระบอกสูบปริมาตรความจุ 750 ซี.ซี.โดยกำหนดคุณสมบัติของเครื่องยนต์ให้มีความแข็งแกร่งทนทาน ให้พลังสูงสุดที่67 แรงม้า บริษัท Honda วางแผนที่จะเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของโลก ในด้านคุณภาพและปริมาณเพื่อทำให้แบรนด์มีคุณภาพและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพเทียบเท่ากับค่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำอย่างTriumph, BMW, และ Harleyเพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้กับผู้ขับขี่ในทุกระดับชั้น รถHonda CB 750 1969เชื่อมโยงรูปแบบของจักรยานยนต์ที่สวยงามกับงานของตัวรถแข่งในแบบ Grand Prix
นอกจากนี้ตำแหน่งมือจับจะยกขึ้นเล็กน้อย และการเน้นไปที่เรื่องของ Dynamicเพื่อการขับขี่ทางไกล ผลผลิตของรถมอเตอร์ไซค์ Honda CB750คืองานทางเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อให้มันมีปริมาณการผลิตที่ครอบคลุมการจำหน่ายไปยังตลาดรถจักรยานยนต์ทั่วโลกและการบำรุงรักษาที่ง่ายดายสำหรับเจ้าของเนื่องจากความทนทานของเครื่องยนต์ 750 ซี.ซี. สี่ลูกสูบเรียงถูกออกแบบให้มีความสมดุลย์ในระหว่างการทำงานทุกช่วงรอบของเครื่องอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 7 วินาที มีความทนทานแข็งแกร่งสามารถใช้งานได้นานถึง 100,000 กิโลเมตรโดยแทบไม่ต้องดูแลรักษาอะไรเพิ่มเติมมากนักทำให้มันกลายเป็นผู้นำของรถจักรยานยนต์ในยุค 1970 ไปโดยปริยาย

Ducati 916 1995
                             


อันดับที่ 2
Ducati916 เป็นรถจักรยานยนต์อิตาลี ที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักคือการเข้าร่วมทำการแข่งขันในสนามแข่งมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ ชิงแชมป์โลกการพัฒนารถจักรยานยนต์ในตระกูล Racing ของค่าย Ducatiนำไปสู่การพัฒนาเครื่องยนต์สี่วาล์ว Fabio Taglioni (1920-2001)หัวหน้าแผนกทีมดีไซน์ ผู้ออกแบบตัวรถ Ducati ตั้งแต่ยุค 1970ใช้เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงและพัตนาในรุ่น SuperSport (SS)หลังจากผ่านการใช้งานในสนามแข่ง เครื่องยนต์ Ducati 916 อันทันสมัยก็กลายเป็นอนุพันธ์ของรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในการแข่งขันแทบทั้งสิ้นชุดแคมชาร์ปแบบใหม่ ลิ้น และทางเดินของอากาศ ปรับปรุงระบบสปริงวาล์วDucati 916 เริ่มต้นเปิดเผยโฉมในปี 1994 และได้รับเสียงชื่นชมเป็นอันมากเพราะการออกแบบ และคุณลักษณะทางเทคนิคที่โดดเด่น Massimo Tamburini และSergio Robbiano ทีมงานออกแบบเฟรมและวิศวกรพัฒนาเครื่องยนต์ของ Ducati 916โดยใช้โรงงานของ Cagiva และศูนย์วิจัยเครื่องยนต์ในซานมารีโนโดยโครงสร้างและเครื่องยนต์ของ 916ได้รับการปรับปรุงจนตัวรถขึ้นสู่สมถรรนะสูงสุด Ducati 916ใช้เครื่องยนต์สี่จังหวะ วางทำมุม 90 องศาแบบ L-Twin Cylinder ความจุ 996ซี.ซี. ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคมสี่วาล์วต่อสูบระบายความร้อนด้วยน้ำสร้างพละกำลังได้ 144 แรงม้าที่ 12,000 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุดประมาณ 315กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนน้ำหนักตัวรถ 157 กิโลกรัมสามารถคว้าชัยชนะให้กับทีมแข่งมากมายจนนับครั้งไม่ถ้วน


Honda C50 Cub 1958
                          


อันดับที่ 1
รถจักรยานยนต์ Honda Cup เป็นรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์ 50 ซี.ซี.มีรูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยโครงสร้างของตัวรถที่ต่ำทำให้การก้าวขึ้นและลงจากรถได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งขับขี่ง่ายโดยไม่ต้องควบคุมคลัทช์ด้วยการติดตั้งระบบคลัทช์อัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (centrifugalclutch)นอกจากนั้นยังติดตั้งบังลมพลาสติกขนาดเหมาะกับตัวรถเพื่อป้องกันแรงลมและการกระเด็นของสิ่งสกปรกในขณะขับขี่รวมถึงตระกร้าใส่ของใบเล็กด้านหน้าของตัวรถ รถจักรยานยนต์ตระกูล Cup ของHonda เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1958ปัจจุบันรถจักรยานยนต์รุ่นนี้มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากถึงกว่า 60 ล้านคันแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความยอดเยี่ยมคุ้มค่าสมราคากับสมถรรนะของตัวรถแบบง่ายๆ แต่มีความคงทนถาวร ระบบต่างๆของตัวรถถูกออกแบบให้มีความง่ายในการบำรุงรักษากลไกของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ รวมถึงระบบระบายความร้อนด้วยอากาศสามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ของโลก ค่าย Hondaได้ค้นพบวิธีเพิ่มพลังและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 4 จังหวะด้วยการเพิ่มความเร็วรอบของเครื่องยนต์ (RPM) ให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย HondaC50 Cup มีเครื่องยนต์สี่จังหวะ 50 ซี.ซี. โอเวอร์เฮตแคมชาร์ป 4.8 แรงม้ามีความเร็วสูงสุดแบบแม่บ้านจ่ายกับข้าวที่ 75 กิโลเมตร/ชั่วโมงทำให้มันกลายเป็นอันดับหนึ่งในประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีผู้นิยมชมชอบมากที่สุดในโลก

ข้อมูลอ้างอิงจาก
Discovery Channel

เดินทางด้วยใจ..ไปกับทริปที่แสนพิเศษ..!!~



สวัสดีค่ะ..วันนี้ ขยันมาอีกแล้ว..

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องการออกทริปของ ชาวโบราณคลาสสิคกันค่ะ

ทริป หรือ "Trip" มันแปลว่า การเดินทาง

เรามักจะเคยเห็น เวลาเราไปไหน หรือ ทำอะไร บางที ก็เห็นกลุ่มรถโบราณ

ขับบรื๊น นนน ผ่านหน้าเราไป..

พ่อแม่ ผู้อายุเยอะ ของพวกเรา บางท่านไม่เข้าใจว่า จะเกาะกลุ่มขับรถทำไม?

ขับรถเล่นเปลืองน้ำมัน เปลืองตังค์พ่อแม่ หาเงินเองได้หรือยังเด็กพวกนี้..


อืม..นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้ประสบ มาจากที่ต่างๆ..

ซึ่งตอนแรก ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่่า เอ๊ จะเกาะกลุ่ม กันขับรถทำไม น๊า..

แต่ด้วยความอยากรู้เลย ลองสืบค้นๆๆ ดู

เลยสรุปว่า การออกทริปของชาวโบราณคลาสสิคนี้ คือ การใช้เวลาว่างของพวกเค้า มาทำตนให้เกิดประโยชน์

หุหุ..ไม่เสมอไปใช่มั้ยคะที่ เราเห็นชาวคลาสสิค พวกนั้น เขาขับรถผ่านไป แล้วเขาจะขับเล่น

แต่เขา ก้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้เหมือนกันเช่น กลุ่มนี้








     "ชมรมรถเก่าพอวิ่งได้"  Classic Bike Chiangrai Club ได้รวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.  2544 และได้จัดตั้งชมรมอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2545 โดยมีคุณประคองศรี  ธนะแพทย์  ประธานสภาวัฒนธรรม จังหวัดเชียงรายในสมัยนั้น เป็นผู้รับรองการจัดตั้งชมรมรถเก่าพอวิ่งได้  โดยเห็นว่าทางชมรมฯ มีคุณสมบัติในการจัดตั้งชมรมครบถ้วน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม และพร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมควบคู่กันไปด้วย  ตามแนวทางที่สภาวัฒนธรรมกำหนดกำหนด โดยเป็นไปตามรูปแบบเครือข่ายวัฒนธรรม
    ทางชมรมได้มีการคัดเลือกสมาชิกที่มีคุณสมบัติ พร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของชมรม จากสมาชิกทั้งหมด 150 คน เหลือสมาชิกที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 65 คน  และยังเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ที่มีคุณสมบัติตามที่ชมรมได้กำหนดไว้เพิ่มอีกท่านใดที่สนใจอยากที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชมรมรถเก่าพอวิ่งได้  Classic Bike Chiangrai Club  ก็สามารถยื่นความประสงค์เป็นสมาชิกได้โดยตรงที่คุณต้น ประธานชมรม โทรศัพท์. 053-715573


เห็นมั้ยคะ..ทำดี ไม่ต้องอายใคร..อิอิ มันเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย?? - -*















มาดูกันในประเทศไทยมีชมรมรถโบราณเยอะแค่ไหน??

เนื่องด้วยเจ้าของบล็อกติดเรียน และติดพรีเซยต์เปเปอร์ จึงทำให้ห่างหายไปนาน..~~!!

วันนี้เลยได้เวลา ฤกษ์งามยามดีมาอัพรูป โลโก้ ของชาวโบราณ คลาสสิค ให้ดูกัน

ว่าแต่จะมีของกลุ่มไหนบ้างไปลองดูกัน..นะคะ


      ชมรมรถโบราณนิคมอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี         

            

           

             

            

            Name:  888888.JPG
Views: 2168
Size:  42.8 KB


                    

                  Name:  DSC03121.jpg
Views: 544
Size:  154.4 KB      Name:  logo vespa.jpg
Views: 586
Size:  67.2 KB

            


โอ่ ..ที่ดูมานี้ ยังมีอีกเพียบที่ยังไม่ได้เอามาโชว์ให้ดูนะคะเนี่ย..
ถ้าอยากรู้ ต้อง  จิ้ม!! ฉึกๆ

เพราะว่า แต่ละ ชมรม แต่ละกลุ่ม ล้สนมีกิจกรรมดีๆที่ทำร่วมกัน และมีประวัติมายาวนานมาก

อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ..